ประวัติศาสตร์

ปรับปรุงล่าสุด : 10 กันยายน 2556 15:41:17

ประวัติเมืองประวัติศาสตร์เวียงกุมกาม

ริเวณพื้นที่ระหว่างแนวสายน้ำแม่ปิงเดิมกับแนวแม่น้ำปิงปัจจุบัน ในเขตตอนใต้ตัวเมืองเชียงใหม่ลงมาราว ๕ กม. คือ ท้องที่ส่วนใหญ่ของตำบลท่าวังตาล บางส่วนของตำบลหนองผึ้ง เขตอำเภอสารภี รวมถึงตำบลป่าแดด และตำบลหนองหอย เขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่เฉลี่ยกว่า ๓ ตารางกม.นั้น เป็นเขตเมือง เวียงโบราณที่เรียกกันว่า เวียงกุมกาม ที่ปรากฏหลักฐานทั้งทางด้านเอกสารตำนานพงศาวดาร และหลักฐานด้านโบราณวัตถุสถาน ชี้ชัดว่ามีการตั้งถิ่นฐานชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้ ตั้งแต่ระยะก่อนสมัยล้านนา หรือก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙ โดยเฉพาะหลักฐานจากการขุดแต่ง-บูรณะโบราณสถานในเขตเวียงกุมกามเป็นครั้งแรก ที่วัดช้างค้ำ (กานโถมกุมกามภิรมย์) ในบริเวณสนามหน้าโรงเรียนวัดช้างค้ำ (เดิม) เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๗ ที่ได้พบซากวัดร้างคือฐานวิหารและมณฑปหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ในระดับต่ำกว่าพื้นดินปัจจุบันเฉลี่ย ๑.๒ เมตร รวมถึงหลักฐานโบราณวัตถุประเภทจารึก พระพิมพ์ พระพุทธรูป เศษภาชนะดินเผา ฯลฯ ที่เป็นลักษณะรูปแบบของรัฐหริภุญไชย และโบราณวัตถุรูปแบบต่างๆในสมัยล้านนา อันแสดงถึงความเป็นชุมชนชายขอบ  ของรัฐหริภุญไชยแต่ดั้งเดิม ที่ได้อยู่อาศัยสืบต่อเนื่องกันเรื่อยมา จนถึงสมัยของรัฐล้านนาในระยะหลัง

ภายหลังจากที่ พญามังราย ปฐมกษัตริย์แห่งรัฐล้านนา ผู้สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์ ลวจักราช แห่งรัฐหิรัญเงินยาง (แอ่งที่ราบเชียงราย-เชียงแสน เขตลุ่มน้ำแม่กก-สาย-โขง จังหวัดเชียงราย) สามารถแผ่ขยายขอบเขตดินแดนลงมายึดครองเมืองหริภุญไชยไว้ได้ปี พ.ศ.๑๘๒๔ แล้วในระยะก่อนที่จะได้ก่อตั้งสถาปนาเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ.๑๘๓๙ ให้เป็นศูนย์กลางราชธานีของรัฐล้านนานั้น ในระหว่างปี พ.ศ.๑๘๒๙-๑๘๓๘ พระองค์ได้ก่อตั้งเวียงกุมกาม และทรงประทับอยู่ ณ เวียงแห่งนี้ โดยโปรดให้ขุดคูเวียงทั้งสี่ด้าน สร้างวัดกู่คำ สะพานกุมกาม อีกทั้งได้พบหลักฐานการก่อสร้างวัดของขุนนาง และความเคลื่อนไหวของพระสงฆ์ในอีกหลายวัด ในระหว่างประทับอยู่ที่เวียงกุมกามแห่งนี้ พญามังรายได้ยกกองทัพไป หมายจะตีเอาเมืองหงสาวดี และเมืองอังวะ ในเขตประเทศเมียนมาร์ ซึ่งอยู่ในระยะที่กำลังอ่อนแอภายหลังจากการรุกรานของพวกมองโกล ที่เจ้าเมืองทั้ง ๒ แห่งไม่ยอมทำศึกด้วยแต่ได้ขอผูกมิตรไมตรีโดยได้มอบพระธิดา ข้าทาส และช่างฝีมือหลายหมู่เหล่า ที่โปรดให้กระจายไปสร้างงานอาชีพอยู่ในเขตหัวเมืองต่างๆ พร้อมกับการอุปถัมภ์ค้ำชูพุทธศาสนาเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของคนในสังคมบ้านเมือง มีกฎหมายแบบจารีตประเพณีที่เรียกกันว่า มังรายศาสตร์ เพื่อปกครองไพร่ฟ้าประชาชนอย่างเสมอภาคเท่าเทียม ตามสถานภาพของบุคคล ผู้คนพลเมืองประกอบสัมมาอาชีพ เฉพาะอย่างยิ่งการทำเกษตรกรรมไร่นาทดน้ำแบบเหมืองฝาย ค้าขายกับต่างบ้านต่างเมือง ยึดมั่นในระบบความเชื่อดั้งเดิม พร้อมๆกับการเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี มีศรัทธาไปวัดรับศีลฟังเทศนาธรรมกันโดยทั่วไป โดยได้สร้างสรรค์ผลงานการก่อสร้างที่เป็นวัดในพุทธศาสนาไว้จำนวนหลายสิบแห่ง ซึ่งบรรดาซากเหลือของวัดต่างๆในเขตเวียงกุมกามเหล่านี้ ย่อมเป็นส่วนหนึ่ง ที่แสดงถึงความมั่งคั่งสมบูรณ์ของเวียงกุมกามในอดีตได้เป็นอย่างดี

จนเมื่อถึงปี พ.ศ.๑๘๓๙ พญามังรายได้ย้ายไปสร้างเมืองเชียงใหม่ บริเวณพื้นที่ราบตอนเหนือระหว่างเชิงดอยสุเทพและแม่น้ำปิง และได้ใช้เป็นศูนย์กลางของรัฐล้านนาต่อมานั้น เวียงกุมกามในระยะสมัยที่เมืองเชียงใหม่เป็นราชธานีของรัฐล้านนา ก็ปรากฏความสำคัญในฐานะเป็นเมืองหลวงเก่าที่ตั้งอยู่ในเขตตอนใต้ใกล้เคียงกับเมืองเชียงใหม่เสมอมา คราวหนึ่ง เมื่อครั้งที่พญามังรายประชวร ก็ได้เสด็จมาประทับอยู่ที่เวียงกุมกามนี้อีกระยะหนึ่ง เช่นเดียวกับกรณีของท้าวยี่กุมกาม (ผู้เป็นพี่ของพญาแสนเมืองมา-กษัตริย์ล้านนาองค์ที่ ๗) รวมถึงตำแหน่งที่ชื่อ หมื่นกุมกาม ที่ปรากฏในหลักฐานด้านเอกสารบันทึกทางประวัติศาสตร์  ส่วนหลักฐานทางด้านจารึกนั้น ก็ได้ปรากฏข้อความระบุถึงเวียงกุมกามว่าเป็นชุมชนใหญ่คู่กันกับเมืองเชียงใหม่ ในจารึกวัดพระยืน -เขตนอกเมืองลำพูนทางทิศตะวันออก ที่จารึกขึ้นในปี พ.ศ.๑๙๑๓ อันเป็นเรื่องราวการขึ้นมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเขตล้านนาของ พระสุมนเถระ ที่เดินทางมาจากรัฐสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย ตามคำกราบนมัสการเชิญของพญากือนา (พ.ศ.๑๘๙๘-๑๙๒๐) ซึ่งได้มาอยู่จำพรรษาอยู่ที่วัดพระยืนนี้ร่วม ๒ ปีก่อนมาเชียงใหม่

อีกทั้งสอดคล้องกับหลักฐานจากรูปแบบศิลปะสถาปัตยกรรมของวัดต่างๆในระยะหลังโดยเฉพาะในรัชกาลของ พญาติโลกราช (พ.ศ.๑๙๘๕-๒๐๓๑) และพญาเมืองแก้ว (พ.ศ.๒๐๓๙-๒๐๖๘) เหล่านี้ ล้วนแสดงถึงความเป็นชุมชนเมือง ที่ไม่เคยร้างผู้คนเรื่อยมา ตลอดระยะเวลาในสมัยเอกราชของรัฐล้านนา จนกระทั่งเมื่อสายน้ำแม่ปิงเปลี่ยนเส้นทางการไหล จากที่เคยไหลตีวงโค้งผ่านเป็นแนวด้านเหนือของเวียงกุมกาม (จากพื้นที่มุมเมืองทิศตะวันตกเฉียงเหนือไหลมาทางทิศตะวันออก) มาเป็นพุ่งตรงลงมาเป็นแนวทางด้านตะวันตกเวียงกุมกามในปัจจุบัน ซึ่งจากการขุดตรวจพิสูจน์ และวิเคราะห์ชั้นดินทางธรณีวิทยาในระยะที่ผ่านมา (โดยคณะของ อ.สุจิตร พิตรากูล แห่งภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ที่ประมาณยุคสมัยกันได้ว่า น่าจะอยู่ในราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๒ ในระยะที่พม่าปกครองเมืองเชียงใหม่ โดยที่ในระยะก่อนหน้านั้น ก็ได้เกิดมีเหตุการณ์น้ำท่วมในบริเวณเวียงกุมกามแล้วหลายระลอก เพราะมีที่ตั้งอยู่เขตริมฝั่งแม่น้ำปิงดังกล่าว รวมถึงการพิจารณาประกอบเพิ่มเติมจากหลักฐานทางด้านโบราณวัตถุ และรูปแบบด้านศิลปะสถาปัตยกรรมของวัดร้างหลายๆแห่งก็พบว่า การที่เวียงกุมกามล่มสลายร้างลงไปนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นในสมัยเอกราชของรัฐล้านนา และยังไม่พบเอกสารโบราณใดๆที่กล่าวถึงแม่น้ำปิงเปลี่ยนสาย หรืออธิบายการล่มสลายของเวียงกุมกาม

กรณีการล่มสลายของเวียงกุมกาม หลักฐานทางโบราณคดีสำคัญที่ถือเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนได้ในกรณีนี้ คือหลักฐานชั้นดินการทับถมบริเวณเวียงกุมกาม ที่พบจากการขุดแต่ง-ขุดตรวจโบราณสถานในเขตวัดร้างต่างๆ ของกรมศิลปากรในระยะที่ผ่านมา ที่ล้วนทำให้วินิจฉัยได้อย่างชัดเจนว่า เวียงกุมกามได้ร้างลงไปก่อนหน้าเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ สาเหตุที่เวียงกุมกามร้างลงไปนั้น ไม่ใช่เพราะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่โดยตรง แต่เป็นเพราะผลพวงของสงคราม จากการที่พม่าเข้ามายึดครองเมืองเชียงใหม่และล้านนาไว้ได้โดยรวม โดยเฉพาะที่เวียงกุมกามนี้ พม่าน่าจะได้เกณฑ์กวาดต้อน ผู้คนพลเมืองไปเป็นข้าทาส/เชลยศึกเสียหมดก่อน แล้วปล่อยทิ้งเวียงกุมกามให้ร้างลง ไม่มีผู้คนอยู่อาศัยทำกิจกรรม อันเป็นเหตุให้ตั้งแต่ระยะนี้เป็นต้นมา วัดวาอารามและบ้านเรือนที่อยู่อาศัยต่างๆไม่มีคนดูแล ถูกทอดทิ้งปล่อยให้รกร้างเป็นป่ารกชัฏ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด  แล้วต่อมาอีกระยะหนึ่ง (ที่เป็นเวลานานมากพอที่วัสดุสิ่งก่อสร้างต่างๆของวัดจะเสื่อมโทรม และได้พังทลายตกลงมากองอยู่รอบๆส่วนฐาน บนพื้นดินใช้งานเดิมของวัด) จึงเกิดเหตุการณ์น้ำแม่ปิงท่วมใหญ่ ไหลหลากล้นฝั่งพุ่งตรงลงมาผ่านทับพื้นที่เวียงกุมกาม จากการที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของแนวโค้งแม่น้ำปิงดังกล่าว ขณะเดียวกันสายน้ำก็ได้พัดพา เอาตะกอนดิน และกรวดทรายมาทับถมใหญ่ในคราวเดียว เป็นปริมาตรของตะกอนดินกรวดทรายที่มากมายมหาศาล โดยตลอดทั่วทั้งบริเวณเวียงกุมกาม ในระดับความลึกเฉลี่ย      ๑ - ๒ เมตร

ต่อมาระยะหลังในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อลำน้ำแม่ปิงได้เปลี่ยนเส้นทางมาไหลผ่านทางด้านตะวันตกของเวียงกุมกามแล้ว ก็ปรากฏหลักฐานชื่อชุมชนในพื้นที่เขตนี้ใหม่ว่า ท่าวังตาล อันหมายถึงชุมชนที่ตั้งบ้านเรือน และทำมาหากินในเขตฝั่งตะวันออกใกล้กับแม่น้ำปิง ขณะเดียวกันพื้นที่เขตเวียงกุมกามเดิมได้ใช้เป็นพื้นที่ทำการเกษตร ทำไร่นาปลูกพืชผักผลไม้ต่างๆ โดยเฉพาะในปี พ.ศ.๒๕๔๘ ที่มีการทำสวนลำไยกันมาก หรือปลูกไว้ตามเขตบ้านพักอาศัยแทบทุกหลังคาเรือน การเริ่มมีชุมชนบ้านเรือนขยายตัวออกไปอยู่อาศัยกันมากขึ้นในปัจจุบันนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเติบโตขยายตัวของเมืองและชุมชน จากการใช้วิเทโศบาย เก็บผักใส่ซ้า-เก็บข้าใส่เมือง ของเจ้าหลวงกาวิละ (พ.ศ.๒๓๒๔-๒๓๕๘)  ประมาณระยะเวลาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา

ในปัจจุบันเวียงกุมกาม ได้กลายเปลี่ยนสภาพมาเป็นชุมชนในระดับตำบล (๔ ตำบลใน ๒ อำเภอ) ที่ผู้คนชาวบ้าน อาศัยอยู่ในบ้านเรือนแบบท้องถิ่นนิยม ไม่มีความผูกพันกับบรรดาวัดร้างต่างๆจำนวนมากเหล่านี้ เพียงแต่ทราบกันว่าเป็นซากวัดห่าง (ร้าง) ที่บางบ้านไม่ทราบเลยว่าในเขตบ้านของตนจะเป็นอาณาบริเวณวัดมาก่อน แม้ว่าทางราชการจะได้ประกาศเขตที่ดินสงวนของวัดร้างต่างๆ แต่ก็ทำกันได้จำกัดเพียงบางวัด โดยเฉพาะวัดที่ยังคงปรากฏหลักฐานร่องรอยสิ่งก่อสร้างชัดเจน วัดร้างหลายวัดส่วนใหญ่ยังอยู่ในเขตที่ดินเอกชน วัดใหม่ๆที่ชุมชนสร้างกันขึ้นมาในระยะหลัง ก็พบว่าเป็นการปรับปรุงซ่อมเสริมสิ่งก่อสร้างของวัดร้างที่มีมาแต่เดิม โดยส่วนใหญ่ยังไม่ได้เข้าไปแตะต้องซากวัดร้างต่างๆจำนวนกว่า ๓๐ แห่งนี้เลย ยกเว้นกรณีของคหบดีชาวพม่า ที่เข้ามารับช่วงทำไม้สักสัมปทานในพื้นที่ภาคเหนือ ได้มาซ่อมบูรณะปฏิสังขรณ์สิ่งก่อสร้างของวัดต่างๆให้เป็นศิลปะแบบพม่า โดยเฉพาะวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษา ทั้งในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ และเวียงกุมกาม (รวมถึงในเขตเมืองลำพูน เมืองลำปาง และเมืองนครชุม -จ.กำแพงเพชร) ประมาณระยะเวลาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา อีกทั้งในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ในระยะก่อนที่ญี่ปุ่นจะพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ ๒ นั้น ได้มีทหารญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานกำลังพักอาศัยอยู่ในเขตวัดร้างของเวียงกุมกาม และได้มีการขุดหาสมบัติตามกรุเจดีย์-วิหารหลายแห่ง

จากการขยายตัวของชุมชนระยะ ๑๐-๒๐ ปีที่ผ่านมานั้น ผู้คนที่ได้ย้ายเข้ามาใหม่ อาศัยอยู่ในบ้านจัดสรร แวดล้อมด้วยที่นา สวนลำไย และซากวัดร้าง ที่เป็นโบราณสถานกระจัดกระจายตัวอยู่ทั่วไป ทั้งในเขตโฉนดที่ดินของราษฎรบริเวณบ้านเรือน เรือกสวนและไร่นา เฉพาะบางแห่งเพียงส่วนน้อย ที่ได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นเขตวัดร้าง และเป็นโบราณสถานของชาติ แต่ยังมีการดูแลรักษากันไม่ทั่วถึง ในระยะที่ผ่านมาส่วนใหญ่ จึงยังคงถูกลักลอบขุดทำลายหากรุพระเครื่องและพระพิมพ์ต่างๆ แม้ว่าทางราชการ ได้จัดสรรงบประมาณให้มาดำเนินการขุดแต่งและบูรณะวัดร้างเหล่านี้กันอยู่เสมอๆ


ข้อมูลจากหนังสือ "นำชมโบราณสถาน เวียงกุมกาม: ราชธานีแรกเริ่มของล้านนา"
โดย นายไกรสิน อุ่นใจจินต์
นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ
หัวหน้ากลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๘ เชียงใหม่
กรมศิลปากร